ของเก่าปีที่แล้ว
- Day 1
- Day 2
- Day 3
- Day 4
Day 1 : 21 พ.ค. - โอซาก้า-เกียวโต
ล้อแตะพื้นที่สนามบินคันไซ โอซาก้าตอน 6.35 น.ตามเวลาประเทศญี่ปุ่นครับ เดินทางงวดนี้มีกระเป๋าสองใบ เป้แบกขึ้นหลังใบ สะพายข้างอีกใบ แบบนี้ก็สะดวกดี การไม่ต้องไปยืนรอรับกระเป๋าจากสายพานช่วยให้ประหยัดเวลาได้โขเลย
ออกมาถึงสถานีท่าอากาศยานคันไซแล้วก็เอา JR Pass Exchange ไปแลกเป็น JR Pass สำหรับใช้ผ่านขึ้นรถไฟ


ตั๋ว Ordinary ทั่วประเทศ ใช้ขึ้นรถไฟของ JR ตู้ธรรมดาได้ทุกสายยกเว้นชินคันเซ็นโนโซมิ
ก็ใช้ตั๋วนี่แหละ ขึ้นรถไฟเข้าเมืองโอซาก้าที่สถานีเทนโนจิ แล้วต่อรถไฟสาย Osaka Loop Line ที่วิ่งวนรอบเมืองเหมือนสายยามาโนเตะของโตเกียว ไปลงที่สถานีชินอิมามิยะ เดินไปราวๆ 5-6 นาทีก็จะถึงโรงแรมที่พักสำหรับคืนนี้

โรงแรมไรซัน เป็น Business Hotel ราคาห้องเดี่ยว 2100 เยนต่อคืน (ประมาณ 609 บาท)


สภาพห้อง มีแค่พื้นที่ให้วางฟูกนอนกับทีวีหนึ่งเครื่อง แต่กว้างกว่าพวก Business Hotel ในโตเกียวอีกนะเออ
ข้อดี
- ถูก
- มีห้องอาบน้ำฝักบัวแยกต่างหากสำหรับคนที่ตะขิดตะขวงใจกับการอาบน้ำรวม
- มีผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟันพร้อม ถ้าไม่คิดอะไรมาก ในห้องอาบน้ำมีสบู่เหลวกับแชมพูให้ใช้ด้วย
ข้อเสีย
- สภาพห้องสมราคา
- ห้องส้วมแต่ละชั้นดูไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่
เช็คอินเอาสัมภาระเข้าเก็บเรียบร้อยก็ได้เวลาเที่ยว เดินกลับไปสถานีชินอิมามิยะ นั่งรถไฟไปลงสถานีโอซาก้าเพื่อเปลี่ยนรถไปสถานีชินโอซาก้า

รถไฟชินคันเซ็น พาหนะสำคัญสำหรับการเดินทางช่วงสองวันแรกนี้
จากสถานีชินโอซาก้าไปสถานีเกียวโต โดยรถไฟชินคันเซ็นใช้เวลาราวๆ 20 นาที

เกียวโตทาวเวอร์ หน้าสถานีเกียวโต
มาถึงแล้วก็ซื้อบัตร City Bus One Day Pass ก่อนเป็นอันดับแรก

ราคา 500 เยน (ประมาณ 145 บาท)ใช้ขึ้นรถซิตี้บัสกี่เที่ยวก็ได้ ในขณะที่ปกติขึ้นทีก็เสีย 220 เยน (ประมาณ 64 บาท)
ได้บัตรพร้อมแผนที่เมืองเกียวโตแล้วก็ขึ้นรถบัสที่ท่ารถหน้าสถานี ตรงไปวิหารเฮอัน

ประตูทางเข้า

พอเข้าไปแล้วจะเห็นตัวอารามใหญ่อยู่ลิบๆ

เข้าใกล้เข้าไปอีกนิด

ข้างๆตัวอาราม

ในตัววัดมีน้ำพุรูปเสือ

มีน้ำพุรูปมังกร

มีมิโกะ :P

ที่ถนนหน้าวัด มีโทริอิยักษ์สีแดงเด่นเป็นสง่าเห็นมาแต่ไกล
ต่อจากวิหารเฮอัน ก็ไปวัดเงินกิงคาคุจิต่อ

ลงรถบัสแล้วเดินไปตามเส้นทางสายนักปราชญ์

นักปราชญ์ ? :P
จริงๆที่มาที่นี่ ไม่ได้สนใจจะดูวัดอะไรกับเขาหรอก แต่ที่มาที่นี่ก็เพื่อ...

กิน*

กิน** !

กิน(ฟรี)*** !!

กิน(ฟรี)*** !!!

และกิน**** !!!!

ส่วนอันนี้ไม่กล้ากิน...
* = ซอฟท์ครีมชาเขียว กลิ่นชาหอมกำลังดี ไม่แรงจนฉุนกึกเหมือนไอติมชาเขียวบ้านเรา
** = ข้าวหน้าไก่กับไข่โอยาโกะด้ง ที่เรียกข้าวหน้าแม่ลูก (โอยาโกะ) เพราะแม่ = ไก่ ลูก = ไข่ นั่นเอง ถ้าเป็นข้าวหน้าเนื้อกับไข่ จะเรียก ทันนินด้งหรือข้าวหน้าคนอื่นคนไกล
*** = ยัทสึฮาชิสด กองไว้ให้ชิมฟรี เลยชิมมันซะทุกรส รสละสองสามอัน ก่อนจะซื้อมาสามแพ็ค
**** = แฟนต้าปั่นรสบลูไอซ์
อันนี้ยัทสึฮาชิสดที่ซื้อมา

รสช็อคโกบานาน่า รสสตรอเบอรี่ และรสโมโมะ

มาเกียวโต ไม่มีของฝากอะไรดีไปกว่าเจ้าเหมียวคิตตี้อีกแล้ว ขายมันแทบทุกร้าน แถมมีหลายแบบมากๆ...
จากวัดเงินกิงคาคุจิ นั่งรถบัสไปอีกหน่อยหนึ่ง ก็จะถึงที่หมายต่อไป

Ryokujuan Shimizu ร้านคอมเปย์โตขึ้นชื่อ พอเลี้ยวเข้ามาในซอยที่มีร้านนี้ จะได้กลิ่นหอมหวานลอยตลบอบอวล ซึ่งมีที่มาจากร้านนี้นี่เอง
Konpeitou เดิมเป็นขนมของโปรตุเกส เข้ามาในญี่ปุ่นเมื่อปี 1546 ทำโดยใช้แป้งที่บดละเอียดเป็นแกน นำไปเคลือบน้ำตาลซ้ำๆในหม้อที่หมุนได้เป็นเวลาสองอาทิตย์ จนได้เป็นเม็ดรูปร่างตะปุ่มตะป่ำออกมา คอมเปย์โตเป็นขนมที่ทนทานมาก สามารถเก็บไว้ได้เป็นสิบๆปีโดยไม่ขึ้นรา ไม่ละลาย และยังกินได้ ถึงอมในปากก็ไม่ละลาย แต่พอใช้ฟันขบให้แตก รสหวานของน้ำตาลและกลิ่นที่แต่งไว้จะกระจายไปทั่วปาก

ก็ซื้อมาสามถุงครับ เป็นรสวานิลลาซะสอง รสส้มอีกหนึ่ง จริงๆกะจะซื้อรสอื่น แต่ทั้งร้านเหลืออยู่แค่นี้ รสส้มนี่เพิ่งเสร็จออกมาสดๆเลยด้วย ฝากไว้ก่อน ปีหน้าจะมาล้างแค้น...
ที่หมายต่อไป วัดเรียวอันจิ จริงๆวัดนี้ไม่ได้อยู่ในแผนแต่แรก แถมอยู่กันคนละมุมเมืองกับที่เที่ยวที่วางแผนไว้ แต่คิดว่าไหนๆก็ไหนๆแล้ว ไปก็ไปฟะ แถมแทนที่จะนั่งรถตัดตรงข้ามเมืองจากตะวันออกไปตะวันตก ดันไปเชื่อแผนที่เส้นทางเดินรถว่าให้เปลี่ยนสายรถที่นั่นที่นี่ กลายเป็นนั่งวนรอบเมืองให้เสียเวลาเล่นซะอีก -_-;;
ค่าเข้าวัดเรียวอันจิ 500 เยนครับ (ประมาณ 145 บาท)


สถานที่ขึ้นชื่อของวัดเรียวอันจิ สวนหินนิกายเซน



เคยดูรายการสารคดี เห็นวิธีทำสวนนี้อยู่ทีนึง ทุกวันจะมีพระมาใช้คราดลากจนเป็นลายอย่างที่เห็น บริเวณหินก็ทำเป็นเหมือนวงน้ำกระเพื่อม เป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง เพราะการลากคราดให้ได้ลวดลายแบบนี้ต้องลากช้าๆ ใช้แรงให้สม่ำเสมอตลอดแนว จะกดคราดสุดแรงเลยก็ไม่ได้ ถ้าไม่มีสมาธิและสติอยู่ตลอดเวลาเป็นอันเจ๊งแน่ๆ
พอออกจากสวนหินมาก็เดินไปตามทางที่เขาจัดไว้ซึ่งจะวนไปยังทางออก




ระหว่างทางก็จะมีสวน




ทะเลสาบกลางวัด
ออกจากวัดเรียวอันจิ ดูนาฬิกาเห็นว่าเย็นมากแล้ว ต้องรีบบึ่งไปวัดคิโยมิซุก่อนที่เขาจะปิดไม่ให้เข้า นั่งรถบัสอ้อมเมืองกันอีกแล้ว

พยายามสุดชีวิตแล้ว แทบจะวิ่งขึ้นเนินชันเกือบ 45 องศาที่ทอดไปถึงวัดกันเลย แต่ก็ยังไม่ทันอยู่ดี เปิดถึงแค่ 6 โมงเย็น มาช้าไปสิบนาที เลยได้แต่ถ่ายภาพด้านหน้าวัด T-T

แล้วปีหน้าจะมาล้างแค้น (อีกแล้ว)

วัดคิโยมิซุนี้เป็นสถานที่แห่งเดียวในญี่ปุ่นที่เข้าถึงรอบสุดท้ายของการคัดเลือก 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกอันใหม่ ตอนนี้เลยกำลังมีแคมเปญรณรงค์ให้ชาวญี่ปุ่นร่วมกันโหวตให้วัดได้ผ่านการคัดเลือก พี่ไทยเราสนใจจะช่วยกันดันให้จตุคามรามเทพเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกมั่งไหมครับ ขอเพียงมีจตุคามฯ ฝุ่นสะท้อนแสงหรือแสงส่องลอดเมฆก็นับเป็นปาฏิหาริย์ได้ หึๆ...
จบทริปเกียวโต นั่งรถบัสกลับสถานีเกียวโตเพื่อนั่งชินคันเซ็นกลับไปโอซาก้า

ซิตี้บัสของเกียวโตนี้ใช้น้ำมันไบโอดีเซลที่ได้มาจากน้ำมันที่ใช้ทำกับข้าวตามครัวเรือน
กลับมาถึงโอซาก้าได้ก็มุ่งตรงไปร้านราเม็งที่เลือกไว้เป็นมื้อเย็นสำหรับวันนี้เลยครับ

คลำทางตามแผนที่อยู่พักหนึ่งก็มาถึงแล้ว ร้าน Ippudo เป็นราเม็งฮาคาตะ น้ำซุปกระดูกหมู มีสาขาอยู่ทั่วญี่ปุ่น

คนต่อคิวกันยาวเหยียด นี่สั้นลงมาเยอะแล้ว ตอนผมไปต่อท้าย แถวยาวกว่านี้ได้ซักสองสามเท่า ต่อแถวอยู่พักหนึ่งก็ได้เข้าร้าน
ตรงที่นั่งจะมีผักดองรสเผ็ดให้คีบกินได้ฟรี และมีกระเทียมสดๆ (สดจริง เป็นหัวๆเลย) กับงาให้บดใส่ในราเม็งเพื่อเพิ่มรสชาติ

แล้วก็สั่งชามแรก Akamaru แบบนี้เขาจะใส่น้ำมันที่ได้จากการเคี่ยวหมูชาชูมาให้เพื่อความเข้มข้นของซุปทงคตสึ (not ทงคัตสึ = หมูทอด)
เส้น : เส้นเล็กเรียวตรง เข้ากับน้ำซุปได้ดี เลือกได้ว่าจะเอาเส้น Katame แข็ง หรือ Yawarakame นุ่ม
ซุป : ซุปกระดูกหมูเข้มข้นหอมมัน แต่ไม่ควรพยายามจะซดแต่ซุปโดยไม่กินเส้นควบไปด้วย เพราะมันจะเลี่ยนสุดๆ ถ้ากินเส้นหมดแล้วแต่ซุปยังเหลือ ก็สั่งเส้นเพิ่มได้
หมูชาชู : ทีเด็ดของชามเลยครับ หมูเปื่อยนุ่ม ชั้นไขมันละลายในปาก ส่งกลิ่นหอมของซีอิ๊วและความอร่อยแผ่กระจายไปทั่วปาก d[~>_<]b

แล้วก็ต่อชามที่สอง Shiromaru อันนี้เป็นรสดั้งเดิมของทางร้าน ถ้า Akamaru มีจุดเด่นที่ความเข้มข้นหอมหวลจากน้ำมันที่ใส่เพิ่มมา Shiromaru ก็มีดีที่ความสดชื่นของซุป ได้รสกระดูกหมูแท้ๆ เหมาะจะกินล้างปากหลังจบ Akamaru ไปแล้วมากๆ หมูชาชูของ Shiromaru จะเป็นเนื้อหมูธรรมดา ไม่ได้ใช้หมูสามชั้นเหมือน Akamaru ถึงจะไม่มีชั้นไขมันมาละลายในปาก แต่รสชาติส่วนที่เป็นเนื้อก็ไม่ด้อยกว่ากันเลย
ถึงจะอร่อย แต่ใครที่แพ้ของมันๆอาจจะเอียนเลี่ยนกับราเม็งร้านนี้ได้ครับ ซุปมันข้นจริงๆนะ แต่ใครที่ชอบแนวนี้ แนะนำเลยครับ
กินไปสองชาม แทบลุกจากที่นั่งไม่ไหว เกือบจะกลิ้งแทนเดินกลับสถานีซะแล้ว

เกี๊ยวซ่าสเตเดี้ยมอยู่ใกล้ๆกันนั่นเอง หมายหัวไว้ก่อน พรุ่งนี้เจอกัน
กลับถึงที่พักก็อาบน้ำแล้วออกไปเดินหาตู้โทรศัพท์โทรกลับบ้าน

แล้วก็แวะซื้อนี่มาเป็นมื้อดึก พุดดิ้งนมกับโกโก้เย็น (ได้ข่าวว่าเมื่อกี้เพิ่งซัดราเม็งไปสองชามใหญ่...)
สรุปค่าใช้จ่ายครับ 10693 เยน (ประมาณ 3101 บาท) ของวันนี้ แยกเป็น
- ค่าที่พัก Raizan Hotel 2 คืน 4200 เยน (ประมาณ 1218 บาท)
- ตั๋ว 1 Day Pass 500 เยน (ประมาณ 145 บาท)
- ซอฟท์ครีมชาเขียว 150 เยน (ประมาณ44 บาท)
- โอยาโกะด้ง 700 เยน (ประมาณ203 บาท)
- ยัทสึฮาชิ 3 แพ็ค 750 เยน (ประมาณ218 บาท)
- แฟนต้าปั่น 200 เยน (ประมาณ58 บาท)
- คอมเปย์โต 3 ถุง 1512 เยน (ประมาณ439 บาท)
- ค่าเข้าวัดเรียวอันจิ 500 เยน (ประมาณ145 บาท)
- อิปปูโด อากามารุ 750 เยน (ประมาณ218 บาท) ชิโรมารุ 650 เยน (ประมาณ189 บาท) รวม 1400 เยน (ประมาณ406 บาท)
- ที่เหลือก็กดน้ำจากตู้ขายอัตโนมัติ แล้วก็พุดดิ้งกับโกโก้ รวม 631 เยน (ประมาณ183 บาท)
ข้อคิด
- พึงระวัง แผนที่ในญี่ปุ่นบางทีมันก็ไม่ได้วางตามแนวเหนือ-ใต้เสมอไป โปรดเช็คให้แน่ใจว่าทิศไหนเป็นทิศไหน...
ยาวนะเนี่ย ตอนเริ่มพิมพ์ยังนึกๆอยู่ว่าจะพิมพ์อะไรมั่งดี สุดท้ายออกมายาวเหยียดเลย
Next: Day 2 - โอซาก้า-โกเบ-ฮิเมจิ
Edited : เพิ่มแปลค่าเงินจากเยนเป็นบาท
edit @ 2007/05/27 15:13:03
ขอบคุณค้าบ