เทศกาลหนังขายยา โครงการ 1 Dying for Drugs
หลักการและเหตุผล
หลังการประกาศบังคับใช้สิทธิ (CL) กับยาที่ติดสิทธิบัตร 3 ตัวของกระทรวงสาธารณสุข ได้นำมาซึ่งปรากฏการณ์ต่างๆมากมาย ทั้งการตอบโต้จากอุตสาหกรรมยาข้ามชาติ การใช้ล็อบบี้ยิสต์และบริษัทประชาสัมพันธ์ในการให้ร้ายประเทศไทย การกดดันผ่านมาตรการทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ รวมทั้งแรงสนับสนุนและเสียงเชียร์จากภาคประชาสังคมและหลายประเทศทั่วโลก
อย่างไรก็ตามพบว่า ประชาชนทั่วไปยังไม่เข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเท่าที่ควร ทั้งความไม่แน่ใจว่า ไทยทำถูกกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ กำลังทำลายความสัมพันธ์ทางการค้าหรือเปล่า รวมทั้งยังขาดความเข้าใจถึงนัยสำคัญของการทำซีแอลของไทยว่า ไม่เพียงสร้างการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์การเข้าถึงยาในประเทศไทยเท่า แต่ยังทำให้ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากได้รับอานิสงส์นี้ไปด้วย
จึงเห็นควรมีการจัดกิจกรรมชวนดูหนังฟังเสวนาเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นดังกล่าวนี้ต่อสาธารณะในวงกว้างผ่านวงพูดคุยสนทนาง่ายๆ และผ่านการชมภาพยนตร์สารคดี Dying for Drugs ที่ถ่ายทอดพฤติกรรมของอุตสาหกรรมยาข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อการเข้าไม่ถึงยาของคนจำนวนมากทั่วโลก โดยภายในงานจะมีนิทรรศการว่าด้วยการใช้สิทธิ (CL) ตามสิทธิบัตร และนิทรรศการภาพถ่าย เข้าไม่ถึงยา
กลุ่มเป้าหมาย
นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป 700 คน
วัน เวลา และสถานที่
วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2550
เวลา 13.00 น. - 16.30 น.
ณ ห้องประชุม 702 คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
องค์กรร่วมจัด
- แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- แผนงานเภสัชศาสตร์เพื่อสร้างเสริมสุขภาพ (คภ.สสส.)
- เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย
- มูลนิธิเข้าถึงเอดส์
- องค์การหมอไร้พรมแดน-เบลเยี่ยม (ประเทศไทย)
- อ็อกซ์แฟม
กำหนดการ
13.00 น. เปิดงาน โดย อาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
13.10 น. - 13.40 น. ปาฐกถา การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมด้านยา โดย ภญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ผู้ผลิตยาต้านไวรัส GPO-VIR
13.40 น. 15.00 น. ฉายภาพยนตร์สารคดี Dying for Drugs
15.00 น. 16.30 น. การเสวนา ไม่มีสิทธิ ไม่มีเงิน ไม่มียา
ผู้ร่วมเสวนา
1. น.พ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมี เจ้าของคอลัมน์หนังในนิตยสารหมอชาวบ้าน
2. สนานจิตต์ บางสะพาน ผู้กำกับภาพยนตร์ และนักวิจารณ์ ภาพยนตร์
3. นศภ.ธนบดี จงจิตธนกิจ เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษา เภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย (สน.ภท.)
4. ตัวแทนกลุ่มเพื่อนมะเร็ง
ดำเนินการเสวนา โดย รศ.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้จัดการแผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
จองบัตรได้ที่ที่แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ
คุณธนัธพร หรือ คุณวรัญญา 02-2188445 และ 02-2513531
และทาง consumer_sss@yahoo.com
------------
Dying for Drugs
ผลงานสารคดีชิ้นเอกเรื่องหนึ่งของบริษัท True Vision T.V. จากประเทศอังกฤษที่ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2546 ทาง Channel 4 ที่ประเทศอังกฤษ
สารคดีเชิงสืบสวนสอบสวนถึงพฤติกรรมของอุตสาหกรรมที่ทำกำไรมากที่สุดในโลก นั่นคือ อุตสาหกรรมยา
สารคดีชิ้นนี้ได้เจาะลึกให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บริษัทยาเตรียมการอย่างไรเพื่อให้ยาของตัวเองได้รับการขึ้นทะเบียน และทำอย่างไรเพื่อให้มั่นใจได้ว่า พวกเขาจะสามารถตั้งราคา...แพง...เท่าไรก็ได้
แอฟริกา สารคดีชิ้นนี้จะพาคุณไปดูพฤติกรรมของบริษัทยายักษ์ใหญ่ที่ทดลองยาในเด็กแอฟริกาโดยที่พ่อแม่ของเด็กไม่ได้รับรู้ว่าลูกๆของพวกเขาถูกนำไปเป็นหนูทดลอง
แคนาดา สารคดีชิ้นนี้จะพาไปดูวิธีการที่บริษัทยาใช้ปิดปากนักวิชาการที่สงสัยว่า ยาของบริษัทที่พวกเขากำลังร่วมทดลองอยู่มีปัญหามากกว่าที่คิด
เกาหลีใต้ กล้องจะตามคนไข้โรคมะเร็งลูคลีเมียไปทุกที่ ตามไปดูความพยายามของพวกเขาที่จะโน้มน้าวใจให้บริษัทยาชั้นนำขายยาช่วยชีวิตในราคาที่พวกเขาพอหาซื้อได้เพื่อรักษาชีวิต
ฮอนดูรัส ทีมงานจะพาไปพบกับผลกระทบอันเลวร้ายจากนโยบายตั้งราคายาของอุตสาหกรรมยา
สารคดีชิ้นเยี่ยมนี้ได้ส่งคำเตือนถึงทุกคนที่ชีวิตต้องพึ่งพิงยา ตราบเท่าที่อุตสาหกรรมยาข้ามชาติไม่ถูกตรวจสอบ คงมีคนอีกมากมายที่ต้องตาย...เพื่อยา ขอขอบคุณ
Brian Wood และ Deborah Shipley แห่งบริษัท True Vision T.V. ที่รังสรรค์สารคดีสะท้อนความจริงในสังคมอันโหดร้าย และอนุญาตให้นำออกฉายเพื่อให้การศึกษาแก่สาธารณะในโอกาสนี้
We don't make "chewing gum for the eyes", instead we hope that every film we produce makes the world a very slightly better place.
เราจะไม่ผลิตรายการไร้สาระรกหูรกตาประชาชน แต่เราหวังว่า สารคดีทุกชิ้นที่เราผลิตขึ้นจะสร้างโลกใบนี้ให้ดีขึ้น
------------
ภญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ - AIDS Warrior: Bring Pharmaceutical Justice to the poor
ภญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาองค์การเภสัชกรรม ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยารักษาโรคเอดส์มาโดยตลอด และประสบความสำเร็จเป็นประเทศแรกของโลกในการผลิตยาชื่อสามัญ AZT ป้องกันการติดเชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก ในปี 2535 หลังจากนั้น ในปี 2545 ได้คิดค้นยาชื่อ GPO-VIR หรือยาต้านไวรัสสูตรรวมเม็ดที่เรียกว่า ค็อกเทล ที่มีส่วนประกอบของยา 3 ชนิดในเม็ดเดียว ส่งผลให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสมีราคาถูกลงมาก โดยผู้ป่วยจะเสียค่ายาเพียงเดือนละ 1,200 บาท จากปกติหากต้องใช้ยาต้นแบบจะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากถึงประมาณเดือนละ 20,000 บาท จากราคายาที่ถูกลง ภาครัฐสามารถริเริ่มโครงการให้ยาต้านไวรัสกับผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อฯ จนกระทั่งครอบคลุมในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเมื่อปี 2546
ภญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ยังได้ช่วยเหลือ 5 ประเทศในทวีป แอฟริกา ได้แก่ ประเทศอิริเทรีย แทนซาเนีย คองโก เบนิน และ ไลบีเรีย ซึ่งมีปัญหาผู้ป่วยเอดส์ประมาณ 30 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 90 จากผู้ป่วยเอดส์ 38 ล้านคนทั่วโลก รวมถึงปัญหาวัณโรค และมาลาเรีย โดยรับผิดชอบถ่ายทอดเทคนิคการผลิตยา ในระหว่างนั้นยังประสบผลสำเร็จในการผลิตยารักษาโรคมาลาเรีย ชื่อ THAITANZUNATE และผลิตยาเหน็บทวารเด็กสำหรับรักษาโรคมาลาเรีย เนื่องจากเด็กเล็กไม่สามารถกลืนยาได้ การใช้ยาเหน็บจึงมีความจำเป็นมาก นอกจากนี้ ภญ.ดร.กฤษณา ยังได้นำความรู้ความสามารถที่ได้สั่งสมมาไปปฏิบัติงานร่วมกับองค์กรในต่างประเทศอีกหลายแห่ง
ภญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์โลก (Global Scientist Award 2004) จากประเทศนอร์เวย์ และได้รับปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ สาขาวิทยาศาสตร์ จาก Mount Holyoke College ประเทศสหรัฐอเมริกา
ชีวิตของ ภญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ยังได้รับการถ่ายทอดเป็นสารคดีเยอรมัน A Right to Live Aids Medication for Millions และสารคดีฝรั่งเศส Laboratory: Law of Profit ซึ่งได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ 3 รางวัล
นอกจากนี้ ยังมีการนำเรื่องราวและชีวิตของ ภญ.ดร.กฤษณาไปสร้างเป็นละครบรอดเวย์ เรื่อง Cocktail โดยบริษัท Swine Palace จัดแสดงที่มหาวิทยาลัยหลุยส์เซียน่า เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ขอขอบคุณเจ้าของกระทู้ทุกท่าน สำหรับคำติชม ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และที่สำคัญที่สุด คือ กำลังใจที่ส่งมาให้อย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ต่อสู้กับอุปสรรคนานัปการที่กำลังทำอยู่ และที่กำลังจะทำในอนาคตในทวีปแอฟริกา
ไม่มีบริษัทยาไหนจะให้สูตรและวิธีการผลิตยาแก่ประเทศด้อยพัฒนา หรือฝึกอบรมให้เขาทำยาเองได้ การพัฒนาสูตรตำรับยาเป็นสิ่งที่ไม่ยากเย็นอะไร เภสัชกรไทยทุกท่านสามารถทำได้แต่ก็ต้องอาศัยเวลา ตลอดเวลาที่ทำงาน ไม่เคยลอกสูตรยาของใครมา และไม่เคยละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทยาใด ๆ สิ่งที่ถ่ายทอดให้ประเทศในทวีปแอฟริกา แม้จะไม่ยิ่งใหญ่ตามความรู้สึกของบางท่าน ก็มีความภูมิใจ เพราะอย่างน้อยก็ได้ช่วยชีวิตคนแอฟริกันได้นับเป็นล้าน ๆคน
ตลอดเวลาที่ทำงาน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่เคยหวังการตอบแทนอะไร ไม่ว่าจะเป็นเกียรติยศ เงินทอง ชื่อเสียง หรือรางวัลต่าง ๆ มีความสุขกับการทำงานและผลงานที่ได้รับ คือ การที่ผู้ป่วยยากจนได้รับยา แม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมายก็ตาม
ขณะนี้ กำลังผลิตยาต้านมาลาเรียชนิดเม็ดที่เป็นยาผสมระหว่าง Artesunate และ Amodiaquine ที่ประเทศมาลี ซึ่งเป็นประเทศยากจนหนึ่งในสิบของโลก อากาศที่นี่โดยเฉพาะเดือนนี้ร้อนมาก (อุณหภูมิเฉลี่ย 40 ? C) แต่ก็มีความสุขกับงาน ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยาให้กับคนที่นี่ พนักงานในโรงงานยาสามารถผลิตยาเองได้แล้ว นี่ความภูมิใจที่ได้รับ
ภญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์
ตอบกระทู้ในเว็บบอร์ดพันธุ์ทิพย์
21 พฤษภาคม 2550
------------
ทำไมจึงต้องทำ CL
ระบบสิทธิบัตรมีขึ้นเพื่อคุ้มครองและสร้างแรงจูงใจให้นักประดิษฐ์คิดค้น พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ด้วยการให้สิทธิผูกขาดถึง 20 ปี ในการผลิต ต่อยอดและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นั้นๆ ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ยา ด้วย แต่การมียายี่ห้อเดียวขายในท้องตลาดทำให้ผู้ที่จำเป็นต้องใช้ยาชนิดนั้นๆ ไม่มีทางเลือกอื่น ในขณะที่ผู้ขายสามารถตั้งราคาเท่าใดก็ได้ นี่จึงเป็นสาเหตุของยาราคาแพง ทำให้คนจำนวนมากที่จำเป็นต้องใช้ยาไม่สามารถเข้าถึงยาได้
แต่มาตรการบังคับใช้สิทธิ หรือ CL ซึ่งเป็นมาตรการที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือยา 3 ตัวที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศทำ CL อย่างเอฟฟาวาเรนซ์ที่เคยมีราคาต่อเดือน 1,400 บาท จะเหลือที่ 650 บาท ยาโคลพิโดเกรลสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจจากราคาเม็ดละ 70 บาท บริษัทเจ้าของสิทธิมาเสนอลดราคาให้เหลือเพียงเม็ดละไม่เกิน 22 บาท แต่ราคายาชื่อสามัญจากอินเดียอยู่ที่ 6-12 บาทเท่านั้น เช่นเดียวกันยาคาเลตร้าซึ่งเดิมเคยอยู่ที่ราคา 11,580 บาทต่อผู้ป่วยต่อเดือน ปัจจุบัน แอ๊บบอตประกาศลดราคาทั่วโลกหลังการประกาศ CL ของไทยเหลือประมาณ 3,400 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่ยาชื่อสามัญจากอินเดียที่จะจัดซื้อรวมกับมูลนิธิคลินตันเหลือแค่ 2,027 บาทเท่านั้น
CL จึงเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยให้คนเข้าถึงยาได้มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่เข้าถึงยาไม่ได้อันเนื่องมาจากยาราคาแพงเพราะติดสิทธิบัตร
------------
ในฐานะว่าที่เภสัชกร งานนี้ไม่ขอพลาด จองที่ไปแล้วเรียบร้อย
ว่าแต่...clopidogrel มันยากันเลือดแข็งตัว ไม่ได้ไว้รักษาโรคหัวใจโดยตรงหรืออย่างเดียวซักหน่อย...