2007/Jun/26

คัดลอกและดัดแปลงเล็กๆน้อยๆซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาจากเอกสารประกอบการเสวนา "เทศกาลหนังขายยา Dying for Drugs" วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 2550

CL คืออะไร

CL ย่อมาจาก Compulsory Licencing หรือมาตรการบังคับใช้สิทธิ ซึ่งเป็นมาตราหนึ่งในพรบ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.สิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542 และเป็นไปตามปฏิญญาโดฮา (Doha Declaration on Trips and Public Health) ตามข้อตกลงทริปส์ (TRIPS - Trade Related Intellectual Property Rights) ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ที่ให้อำนาจแก่ประเทศสมาชิกผลิตหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาที่ติดสิทธิบัตรได้ หากเกิดความจำเป็นเร่งด่วน, เกิดวิกฤตด้านสาธารณสุขขึ้นในประเทศ หรือ เพื่อประโยชน์สาธารณะที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์

ประเทศไทยได้ประกาศใช้ CL กับยา 3 ตัว ได้แก่ efavirenz, Kaletra ยาสูตรผสมระหว่าง lopinavir กับ ritonavir ซึ่งเป็นยาต้านไวรัส HIV สูตรสำรอง และ clopidogrel ซึ่งเป็นยาที่ใช้สลายลิ่มเลือดในหัวใจ โดยมีการนำเข้ายา efavirenz จากอินเดียมาแล้วเมื่อต้นปี 2550

ทำไมจึงต้องมี CL

ระบบสิทธิบัตรมีขึ้นเพื่อคุ้มครองและสร้างแรงจูงใจให้นักประดิษฐ์คิดค้น พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆด้วยการให้สิทธิผูกขาดถึง 20 ปี ในการผลิต ต่อยอดและจำหน่ายลิตภัณฑ์นั้นๆซึ่งรวมถึง "ผลิตภัณฑ์ยา" ด้วย แต่การมียายี่ห้อเดียวขายในท้องตลาดก็ทำให้ผู้ที่จำเป็นต้องใช้ยาชนิดนั้นๆไม่มีทางเลือกอื่น ในขณะที่ผู้ขายสามารถตั้งราคาเท่าใดก็ได้ นี่จึงเป็นสาเหตุของยาราคาแพง ทำให้คนจำนวนมากที่จำเป็นต้องใช้ยาไม่สามารถเข้าถึงยาได้

แต่มาตรการบังคับใช้สิทธิ หรือ CL สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้

ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือยา 3 ตัวที่ประกาศทำ CL อย่าง efavirenz ที่เคยมีราคาต่อเดือน 1300 บาท จะเหลือที่ 960 บาท ยา clopidogrel สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจจากราคาเม็ดละ 70 บาท บริษัทเจ้าของสิทธิมาเสนอลดราคาให้เหลือเพียงเม็ดละไม่เกิน 22 บาท แต่ราคายาชื่อสามัญจากอินเดียอยู่ที่ 6-12 บาทเท่านั้น เช่นเดียวกันยา Kaletra ซึ่งเดิมเคยอยู่ที่ราคา 11580 บาทต่อผู้ป่วยต่อเดือน ปัจจุบัน Abbott ประกาศลดราคาทั่วโลกหลังการประกาศ CL ของไทยเหลือประมาณ 3400 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่ยาชื่อสามัญจากอินเดียที่จะจัดซื้อรวมกับมูลนิธิคลินตันเหลือแค่ 2027 บาทเท่านั้น

CL จึงเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยให้คนเข้าถึงยาได้มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่เข้าถึงยาไม่ได้อันเนื่องมาจากยาราคาแพงเพราะติดสิทธิบัตร

พฤติกรรมบริษัทยา

นับตั้งแต่รัฐบาลไทยประกาศทำ CL บริษัทยาซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิบัตรยาตัวที่รัฐบาลประกาศทำ CL ได้มีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้มาโดยตลอด เริ่มจากการกล่าวหาว่าการใช้ CL ของไทยผิดกฏหมาย ทั้งที่ความจริงไม่ผิดทั้งกฏหมายไทยและข้อตกลงระหว่างประเทศ

จากนั้นก็กล่าวว่าประเทศไทยไม่มีการเจรจาเพื่อต่อรองราคากับบริษัทยาก่อนที่จะประกาศทำ CL ทั้งที่ความจริงกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรที่ทำงานด้านเอดส์ต่างก็พยายามเจรจาต่อรองราคายากับบริษัทยามาโดยตลอด เมื่อกระทรวงสาธารณสุขขอเจรจาค่าตอบแทนการใช้สิทธิของยาทั้ง 3 รายการ ปรากฏว่า ทั้ง 3 บริษัทไม่ยอมเจรจา แต่ใช้กลยุทธ์เจรจาลดราคาหรือจัดทำโครงการพิเศษเฉพาะกิจ โดยเฉพาะบริษัท Abbott มาพร้อมเงื่อนไขยกเลิกหรือหยุดการใช้ CL ซึ่งล้วนเป็นกลยุทธ์เพื่อยับยั้งการนำเข้ายาชื่อสามัญราคาถูกจากทั่วโลกตามมาตรการ CL

ต่อมาก็กล่าวหาว่า คุณภาพยาที่เกิดจากการทำ CL จะไม่ดีเท่ายาต้นแบบของบริษัท ทั้งที่ยาชื่อสามัญที่องค์การเภสัชกรรมผลิตหรือนำเข้าจากอินเดียผ่านการตรวจสอบมาตรฐานและได้รับการรับรองจาก WHO ซึ่งแสดงว่ายาสามัญนั้นมีคุณภาพดีเทียบเท่ากับยาต้นตำรับที่มีสิทธิบัตร

นี่คือพฤติกรรมของบริษัทยา ที่ใช้ทุกวิถีทางที่จะสกัดกั้นไม่ให้ไทยใช้ CL ไม่ให้คนเข้าถึงยา

ตาราง ค่าใช้จ่ายของบริษัทยาสำคัญๆของสหรัฐฯในปี 2548

ที่มา : Families USA, 2005

ทำไมต้องบอยคอต Abbott

"Abbott ไม่ยื่นขอขึ้นทะเบียนยาใหม่ และเพิกถอนคำขอขึ้นทะเบียนยาใหม่จนกว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งยกเลิกมาตรการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตร" นี่คือคำพูดของผู้บริหาร Abbott ตามการรายงานข่าวของ มติชน และ The Wallstreet Journal

บริษัท Abbott เจ้าของสิทธิบัตรยา Kaletra ได้ใช้วิธีการขอเพิกถอนการขึ้นทะเบียนยาใหม่ทั้งหมด 7 ตัวกับอย.เพื่อตอบโต้การทำ CL ของรัฐบาลไทย ได้แก่ ยา Kaletra รูปแบบใหม่ในชื่อ "Aluvir" ยาระงับปวดที่ชื่อ "Brufen" ยาฆ่าเชื้อโรค/ยาปฏิชีวนะ "Abbotic" ยาป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดที่ชื่อ "Clivarin" ยารักษาความดัน "Tarka" ยารักษาอาการข้อต่ออักเสบ "Humira" และยาสำหรับผู้ป่วยโรคไต "Zemplar"

เป็นที่น่าสังเกตว่า Abbott ไม่ถอนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นมผง ยาลดความอ้วน ฯลฯ แต่ขอเพิกถอนเฉพาะตัวยาใหม่ๆที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วย

การกระทำของ Abbott จึงเป็นวิธีการที่จับคนไข้/ผู้ป่วยเป็นตัวประกัน โดยไม่สนใจว่าจะมีคนทุกข์ทรมานหรือเสียชีวิตเพราะความเจ็บป่วยเนื่องจากเข้าไม่ถึงยา

สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องบอยคอต ไม่ซื้อ ไม่ใช้ สินค้าของ Abbott บริษัทยาไร้จริยธรรม

การประกาศบังคับใช้สิทธิโดยรัฐของไทย คือ การตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ที่สร้างผลสะเทือนทั่วโลก

ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนากล้าประกาศบังคับใช้สิทธิโดยรัฐติดต่อกัน 2 ครั้ง (และน่าจะมีครั้งต่อไปอีก) ซึ่งผิดกับประเทศอื่นๆที่ประกาศครั้งเดียวแล้วเงียบหายไป และที่สำคัญคือ ในยาที่มีราคาแพงมาก

ประเทศไทยประกาศบังคับใช้สิทธิในยาอื่นที่นอกเหนือจากยาต้านไวรัส คือ ยาโรคหัวใจ ที่ผ่านมาสหรัฐฯต้องการที่จะให้ความตกลงกับทริปส์ และปฏิญญาโดฮาจำกัดโรคอยู่แค่ โรคเอดส์ มาลาเรีย และวัณโรคเท่านั้น แม้สหรัฐฯจะแพ้ในที่ประชุม WTO แต่ก็ไม่มีประเทศกำลังพัฒนาประเทศใดๆกล้าทำมาก่อน

การทำ CL ของไทยทำให้อุตสาหกรรมยาชื่อสามัญในไทยและต่างประเทศได้รับความสำคัญ และกระตุ้นให้คนในวงการอุตสาหกรรมยาภายในประเทศตื่นตัวมากขึ้น

การทำ CL ของไทยยังเป็นการเขย่าระบบสิทธิบัตรอย่างถึงแก่น ระบบการให้สิทธิผู้ขาดเพื่อหวังกระตุ้นการวิจัยและพัฒนา แสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่เป็นจริง เพราะขณะนี้อุตสาหกรรมยาไม่ใส่ใจที่จะผลิตยาเพื่อช่วยชีวิต กลับไปสนใจยาไลฟ์สไตล์ เช่น ยา Viagra หรือยาที่คนรวยเป็นมากกว่า อีกทั้งยังหาหนทางที่จะเข้มงวดในการคุ้มครองระบบทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อผูกขาดการหากำไรให้ได้มากที่สุด

การทำ CL ของไทยยังแสดงให้เห็นชัดถึงความไร้คุณธรรมของอุตสาหกรรมยาข้ามชาติ และอิทธิพลของอุตสาหกรรมยาเหนือการเมืองสหรัฐฯทุกอณู

การทำ CL ของไทยยังได้กระตุ้นให้ทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาลุกขึ้นมาตั้งคำถามถึงระบบที่เป็นอยู่

เพิ่มเติมโดยเจ้าของบล็อก บางส่วนเป็นข้อมูลจากบอร์ดนิทรรศการ :

- จากตาราง ลองเทียบสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนากับค่าใช้จ่ายด้านการตลาด/โฆษณา คิดว่าบริษัทยาให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่า ? และด้วยสัดส่วนนี้ สมควรมั้ยที่บริษัทยาจะเอาเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนนี้มาเป็นเหตุผลในการตั้งราคายาสูงๆในช่วงของการผูกขาดสิทธิบัตร ?

- Aluvir เป็นยา Kaletra สูตรที่ไม่ต้องเก็บในที่เย็น สหรัฐมียานี้ใช้มา 3 ปีแล้ว

------------

Dying for Drugs

เนื่องจากเป็นภาพยนตร์สารคดี เลยจะขอเล่าแค่ว่าหนังเล่าอะไรให้เราฟังบ้างนะครับ

- แอฟริกา สารคดีชิ้นนี้จะพาคุณไปดูพฤติกรรมของบริษัทยายักษ์ใหญ่ที่ทดลองยาในเด็กแอฟริกาโดยที่พ่อแม่ของเด็กไม่ได้รับรู้ว่าลูกๆของพวกเขาถูกนำไปเป็นหนูทดลอง

บริษัทยา Pfizer ได้อาศัยช่วงที่โรค Meningitis หรือไข้สมองอักเสบระบาดในเด็ก ที่เมืองคาโน ประเทศไนจีเรีย นำยา Trovan เข้าไปให้กับผู้ป่วยทั้งที่ยังไม่มีการศึกษาถึงผลข้างเคียงของยาในเด็ก และไม่ได้แจ้งกับพ่อแม่ผู้ปกครองถึงเรื่องนี้ หรือก็คือบริษัท Pfizer ใช้เหตุการณ์นี้ในการทดลองยาในมนุษย์นั่นเอง สิ่งที่เกิดขึ้นคือเด็กคนหนึ่ง (และคงอีกหลายคน) เกิดอาการผิดปกติที่ข้อต่อ และเด็กอีกหลายคนต้องเสียชีวิต ส่วนแพทย์ที่ยื่นจดหมายพร้อมเหตุผลคัดค้านการกระทำนี้แก่ผู้บริหารบริษัท ถูกไล่ออก

- แคนาดา สารคดีชิ้นนี้จะพาไปดูวิธีการที่บริษัทยาใช้ปิดปากนักวิชาการที่สงสัยว่า ยาของบริษัทที่พวกเขากำลังร่วมทดลองอยู่มีปัญหามากกว่าที่คิด

ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียซึ่งต้องถ่ายเลือดอยู่เป็นประจำนั้น จะทำให้เกิดการสะสมของเหล็กในตับ และจะต้องฉีดยาเป็นประจำเพื่อขับเหล็กออกจากตับ แน่นอน การกินยาซึ่งง่ายและสะดวกย่อมดีกว่าการฉีดยาซึ่งยุ่งยากและเจ็บตัว ยา L1 ซึ่งบริษัท Apotex ให้ทุนวิจัยได้กลายมาเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ป่วย แต่แล้วดร.โอลิเวียรี่ก็ได้ค้นพบว่าผู้ป่วยบางรายที่ใช้ยา L1 มีระดับเหล็กในตับเพิ่มสูงขึ้นถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อชีวิต บริษัท Apotex ได้ข่มขู่และคุกคามดร.โอลิเวียรี่ห้ามไม่ให้เธอแพร่งพรายข้อมูลนี้ รวมไปถึงผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่มหาวิทยาลัยต้นสังกัด และผู้ที่เธอไปขอความช่วยเหลือ

- เกาหลีใต้ กล้องจะตามคนไข้โรคมะเร็งลูคีเมียไปทุกที่ ตามไปดูความพยายามของพวกเขาที่จะโน้มน้าวใจให้บริษัทยาชั้นนำขายยาช่วยชีวิตในราคาที่พวกเขาพอหาซื้อได้เพื่อรักษาชีวิต

ยา Glivec เป็นยาที่ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวจำเป็นต้องใช้ แต่ยาก็มีราคาแพงถึงเม็ดละ 19 ดอลลาร์สหรัฐในเกาหลีใต้ กลุ่มผู้ป่วยพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้บริษัท Novartis เจ้าของยาลดราคาลงมาในระดับที่พวกเขาจะหาซื้อได้ แต่คำตอบคือไม่ และเมื่อพวกเขาหันไปพึ่งบริษัท Cipla ในอินเดียที่สามารถผลิตยาตัวเดียวกันนี้ได้ในราคาเม็ดละ 80 เซนต์-1 ดอลลาร์สหรัฐ อเมริกาก็กดดันทางการค้าเข้าใส่เกาหลีใต้ และบังคับให้อินเดียต้องใช้การคุ้มครองสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนั่นจะทำให้พวกเขาไม่สามารถผลิตยาชื่อสามัญราคาถูกป้อนเข้าสู่ตลาดโลกได้อีก แล้วผู้ป่วยที่มีฐานะยากจนจะเข้าถึงยาได้อย่างไร ?

- ฮอนดูรัส ทีมงานจะพาไปพบกับผลกระทบอันเลวร้ายจากนโยบายตั้งราคายาของอุตสาหกรรมยา

ไจโร เด็กผู้ติดเชื้อ HIV จำเป็นต้องใช้ยา Fluran เพื่อรักษาคออักเสบซึ่งทำให้เขาดื่มกินไม่ได้และไม่มีกำลังจะต่อสู้กับโรคร้าย แต่ราคายา 1 เม็ดนั้นก็แพงกว่ารายได้ทั้งอาทิตย์ของครบครัวเขาเสียอีก ทางออกหนึ่งคือการข้ามไปซื้อยาซึ่งราคาถูกกว่าที่ประเทศกัวเตมาลา และลักลอบนำผ่านพรมแดนกลับเข้ามายังฮอนดูรัสประหนึ่งลักลอบขนยาเสพติด ไม่ใช่เพียงในอเมริกากลาง ในสหรัฐอเมริกาเอง ราคายาก็แพงกว่าแคนาดาและเม็กซิโกหลายเท่า ทำให้คนส่วนหนึ่ง โดยส่วนมากเป็นผู้สูงอายุ ต้องลักลอบข้ามพรมแดนไปซื้อยาที่ราคาถูกกว่ายังประเทศข้างเคียง

------------

จบครับ ไม่ขอใส่ความเห็นส่วนตัวมากก็แล้วกัน ใครใคร่เชื่อก็เชื่อ ใครไม่เชื่อ ผมก็ไม่พยายามไปโน้มน้าวให้เชื่อ ทีแรกผมมองว่าเรื่องนี้เป็นการหาจุดสมดุลระหว่างการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญากับจริยธรรม แน่นอน การให้สิทธิ์ผูกขาดกับผู้ที่คิดค้นอะไรได้มันก็แฟร์ บริษัทธุรกิจจะคิดถึงผลกำไรมันก็แฟร์ การแพทย์จะคิดถึงผู้ป่วยก่อนมันก็แฟร์ แต่พอลองมองสัดส่วนค่าใช้จ่ายกับราคายาที่บริษัทผลิตยา generic เขาบอกว่าเขาขายได้ (ถึงจะบอกว่าไม่ต้องลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาก็เถอะ) ผมชักไม่แน่ใจแล้วสิว่าบางบริษัทใช้สิ่งที่ "แฟร์" มากเกินไปจน "อันแฟร์" รึเปล่า ?

Edited :

อ่านคอมเมนท์ของลุงแกะแล้วนึกขึ้นได้ ในหนังมีประโยคที่ผู้บริหารของ Cipla พูดไว้ว่า "ผลกำไร มันก็มีทั้งผลกำไรที่ควรได้ กับผลกำไรที่ไม่ควรจะได้ถ้ามันต้องไปเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์เพื่อให้ได้มา" ถ้าบริษัทยาใหญ่ๆคิดได้แบบนี้กันมากขึ้นก็คงจะดี...

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จัดโครงการดีๆแบบนี้ขึ้นให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไป และขอขอบคุณวิทยากรทุกท่านที่กรุณาให้ความรู้มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

PS. บ่น คนไทยนี่ไม่รู้จักมารยาทในการเข้าที่ประชุมรึยังไง ในเมื่อคิดว่าจะมาแล้วก็น่าจะรู้ว่าเขาเริ่มกันตอนกี่โมง แล้วแค่จะมาให้ทันมันยากนักรึไง มาทีหลังแล้วแทนที่จะรีบๆหาที่นั่ง ก็มายืนคุยชี้นู่นชี้นั่นอยู่ตรงกลางทางเดิน "อุ๊ย นั่งตรงนั้นดีกว่า" "ไม่เอา เอาตรงนั้นดีกว่า" ถ้าไม่สนใจว่าจะรบกวนคนฟัง ก็ให้เกียรติวิทยากรที่พูดอยู่ข้างหน้าหน่อยเถอะ เขาไม่ใช่หัวหลักหัวตอนะ หรือถ้ากะจะมาดูหนัง ไม่ฟังบรรยาย ก็เข้ามาตอนช่วงเปลี่ยนก็ได้ แล้วพวกเอาเด็กเข้ามาอีก เด็กมันฟังไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว จะพาเข้ามาทำไม เด็กมันนั่งนิ่งๆเป็นชม.ได้ซะที่ไหน พอเริ่มเบื่อก็เริ่มวิ่งเล่นกัน วิ่งขึ้นวิ่งลงบันไดกลางห้อง เข้าๆออกๆห้องประชุมกันเป็นว่าเล่น เลิกไปเฉียดฉิว กะว่าถ้ามันวิ่งผ่านอีกทีจะฉุดมือบอก "น้องครับ ช่วยนั่งนิ่งๆซักครึ่งชม.ได้มั้ย ไม่งั้นก็ไม่ต้องกลับเข้ามาในห้องอีก"


edit @ 2007/06/27 01:57:24

Comment

Comment:

Tweet


เรื่องCLนี่เป็นอะไรที่ทำให้เรามองรัฐบาลนี้ในอีกมุมจริงๆค่ะ
ประเด็นนี้นอกจากจะมีผลให้ประเทศพัฒนาอื่นๆตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นยา เราว่ามันพาลไปถึงประชาธิปไตยได้ด้วย
เพราะรัฐบาลที่ทำCLของไทย เป็นรัฐบาลทหาร ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
(ทีนี้จะได้เข้าใจกันมากขึ้นเสียที ว่าประชาธิไตยไม่ใช่การเลือกตั้งอย่างเดียว)

บลอคคุณรูนให้รายละเอียดเยอะมากๆเลย
อ่านเรื่องของหลายประเทศในdying for drugแล้วสะท้อนใจจริงๆค่ะ
ขอบคุณมากนะคะที่เอามาสรุปให้ได้อ่านกันต่อ





#5 by mikan At 2007-06-27 03:23,
อ่านแล้วก็ได้แต่ปลง เพราะรู้แน่ว่าคงจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ในโลกที่เห็นผลกำไรมากกว่าความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์
#4 by Little Lamb At 2007-06-27 01:42,
^
^
^
ช่องนั้นเอกสารไม่ได้ใส่ตัวเลขมาจริงๆ แต่ถ้าเฉลี่ยเองก็ออกมาประมาณ28,420 ล้าน US ดอลล์ล่ะ

จริงๆมีหลายประเทศที่ทำ CL แต่ส่วนมากไม่ประสบความสำเร็จ อย่างเกาหลีใต้ก็เป็นประเทศหนึ่งที่พอทำ CL ปุ๊บก็โดนอเมริกากดดันกลับมาทันทีจนรัฐบาลไม่กล้าทำอะไรต่อ มีไทยเรานี่แหละที่ทำ CL ไปหลายรอบ (และน่าจะมีรอบต่อๆไป) อีก
#3 by Rune At 2007-06-26 23:12,
ตารางช่องเฉลี่ยรวมสุดท้ายไม่มีตัวเลขรึ?

เรื่องLC คงจะโดนใจกลุ่มอนุรักษ์หลายๆกลุ่มในอีกหลายประเทศ เทกาที่คิดผู้ขาดยาคงหัวปั่นไปอีกพักใหญ่ล่ะ
แต่ที่แปลกใจว่าเรากล้ายื่นLCไปได้เนี่ย จุดชนวนระดับนี้ได้นี่ แปลกใจมากๆเลยแหะ แต่ก็ดีใจสำหรับคนป่วยท่จะได้เข้าถึงยาได้นะน่ะ
#2 by Ellebazi At 2007-06-26 22:58,
1 ใน 3 ของรายได้ หมดไปกับการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ถ้าราคายาแพงเกินจริงมาจากค่าโฆษณามากกว่าค่าวิจัย ก็เป็นอะไรที่น่าสลดพอสมควร
.
โรงหนังหรือหอประชุมแบบไท้ไท คงหนีไม่พ้นอะไรแบบนั้นหรอกครับ...
#1 by chubby At 2007-06-26 17:08,
Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.