(สถานที่ไหนที่ซ้ำกับสองปีที่ผ่านมา ผมไม่ถ่ายรูปซ้ำนะครับ เล่าด้วยตัวอักษรล้วนๆ)
มารอบนี้ก็ลงที่สนามบินนานาชาติคันไซอีกเหมือนเดิมครับ เหตุผลง่ายๆเพราะภาษีน้ำมันคิดจากเที่ยวบินขากลับ ซึ่งถ้ากลับจากนาริตะจะถูกกว่า :P
เสร็จจากตรวจคนเข้าเมืองกับรับกระเป๋าแล้วก็เดินออกมาที่สถานี JR เพื่อแลกบัตร JR Pass แล้วก็จับรถไฟ Tokkyu Haruka เข้าโอซาก้า
โอซาก้า ผมกลับมาแล้ว !!
(แต่ถึงจะกลับมา ก็ยังไม่มีโปรแกรมเที่ยวโอซาก้าเลยอยู่ดี เอิ๊ก)
ความจริงผมลงที่สถานีเทนโนจิ ใช้เวลาจากสนามบินประมาณ 35 นาที แล้วต่อรถ local ไปสถานีชินอิมามิยะเพื่อเอาสัมภาระไปฝากที่โรงแรมก่อน ปีนี้ก็ยังพักที่ Raizan เหมือนเดิม เป็นคำตอบสุดท้ายของการเที่ยวคันไซแล้ว
เคลียร์สัมภาระเรียบร้อย โปรแกรมแรกของผมปีนี้คือไปเยี่ยมโรงเรียน Interculture ที่โกเบ แต่แทนที่จะนั่งชินคันเซ็นไป ผมเลือกนั่งรถด่วนของฮันชินแทน ถึงแม้จะใช้ JR Pass ไม่ได้ แต่สามารถนั่งรวดเดียวจากโอซาก้าไปถึงสถานีแถวโรงเรียนได้เลยในเวลา 40 นาที
กะเวลาให้ไปถึงประมาณเที่ยง จะได้ไปกินข้าวกับอาจารย์
มื้อแรกในญี่ปุ่นครับ เซ็ตเอบิฟราย (กุ้งทอด) มื้อนี้กินฟรีเพราะอาจารย์เลี้ยง XD~
เป็นไปตามแผน
(ไม่ใช่ล่ะ จริงๆก็จะจ่ายเองอยู่หรอก แต่อาจารย์บอกไม่ต้อง)
ก่อนจะมาญี่ปุ่นเที่ยวนี้ ผมเช็คพยากรณ์อากาศแล้วทำใจว่าคงเจอฝนแน่ๆ วันไหนไม่เจอฝนก็จะเจอเมฆครึ้มแทน
ครึ้มมาก...
(จริงๆแดดเปรี้ยงเลยล่ะตอนนั้น)
กินเสร็จก็กลับไปคุยกับอาจารย์คนอื่นที่โรงเรียนต่ออีกหน่อย ได้คุยกับนักเรียนไทยที่มาเรียนที่นี่ด้วย รู้ตัวอีกทีก็จะบ่ายโมงแล้ว ก็เลยรีบขอตัวออกมาเพราะต้องไปขึ้นรถไฟเที่ยวบ่ายโมงตรง
จากโกเบนั่งรถไฟสายฮันชินกลับมาที่โอซาก้า แล้วเปลี่ยนไปขึ้น JR รถด่วนสายยามาโตจิเพื่อไปนาราต่อครับ นั่งย้อนไปย้อนมาน่าดู เพราะตอนแรกไม่รู้ว่าจะยัดโปรแกรมอะไรใส่ไปให้เต็มวันดี...
มาถึงแล้ว นารา ใช้เวลาประมาณ 45 นาที
ที่นาราจะมีตัวมาสค็อตชื่อเซนโตะคุงครับ ผ่านการคัดเลือกมาได้เพราะคณะกรรมการให้เหตุผลว่าเห็นปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าของนารา และมันอิมแพคท์ดี...
...อิมแพคท์เกินไปแล้วเฟร้ย !!! [J -o-]J _I_I_
ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของนาราก็คงไม่พ้นวัดหลวงพ่อโตหรือวัดโทไดจิ ตอนแรกที่ดูแผนที่ผมก็ไม่นึกว่ามันจะไกลนักหรอก พอออกจากสถานีได้ก็เลยเดินเอา เดินอยู่ร่วมครึ่งชั่วโมงกว่าจะไปถึง เล่นเอาเหงื่อแตกท่วมตัวกันเลย
ญี่ปุ่นตอนนี้กำลังจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงครับ แต่ก็ยังถือว่าร้อนอยู่ ที่สำคัญหน้าร้อนญี่ปุ่นนี่เหงื่อออกแล้วจะแห้งยากมาก เลยยิ่งรู้สึกอึดอัดเข้าไปกันใหญ่...
ถึงแล้ว วัดโทไดจิ
สวนภายในวัด
และเมื่อพูดถึงนาราก็ต้องนึกถึงกวาง ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของนารา
กวางนี้เดิมเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ใครทำให้กวางบาดเจ็บหรือตายมีโทษถึงประหาร ซึ่งบางทีก็มีเด็กหรือผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์พลั้งมือทำไปจนตัวเองต้องตายตามไปด้วย
ต่อมาจึงได้มีการยกเลิกกฏข้อนี้ไปในที่สุด แต่กวางแห่งนาราก็ยังเป็นสัตว์ที่ได้รับการคุ้มครองอยู่ดี
กวางที่กินได้กระทั่งโบรชัวร์ท่องเที่ยว
แน่นอน ถ้ามีใครซื้อข้าวเกรียบกวางมา...
มันก็จะกรูกันเข้ามารุมล้อมกันตั้งแต่ยังไม่แกะห่อ
ยังไม่ทันยื่นให้ ก็แทบจะพุ่งเข้าชาร์จเอาไปจากมือกันแล้ว
ฝรั่งครับ คุณพลาดแล้ว เหอๆ
ทีนี้ก็เข้าไปข้างในกันต่อ ที่นี่เสียค่าเข้าชม 500 เยนครับ
หอหลวงพ่อโต ไดบุทสึดัง
ทางที่เดินมาเมื่อกี้
หอนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปใหญ่ ไดบุทสึ
สวนสองข้างทางเดิน
เดินมาถึงหอแล้ว
ก่อนจะเข้าไปข้างในก็ต้องมีการชำระล้างร่างกายกันก่อน โดยล้างมือและบ้วนปาก
หรือจะดื่มน้ำก็ได้ (เห็นมีบางคนสงสัย เลยถ่ายมาให้ดูว่าดื่มได้)
ทางที่เดินมาเมื่อกี้
และนี่คือพระพุทธรูปไดบุทสึครับ
จากหลายๆมุม
นอกจากพระพุทธรูปไดบุทสึแล้ว ภายในยังมีประติมากรรมอื่นๆอีก
เช่นเจ้าแม่กวนอิมสององค์
เทพไคโมคุเทน (ลืมกลับภาพ เอาเถอะ...)
และเทพทะมอนเทน
เศียรเทพ
อันนี้เป็นแบบจำลองหอไดบุทสึเมื่อครั้งแรกสร้าง
เปรียบเทียบตัวหอให้ดูระหว่างหอเก่าที่ถูกไฟไหม้ (ซ้าย) และหอใหม่ที่สร้างขึ้นแทน (ขวา) จะเห็นได้ว่าหอเก่าใหญ่กว่า
ฟ้าครึ้มจริงๆแล้ว...เจอฟ้าแบบนี้ก็เลยรีบถอนตัวกลับก่อนจะเจอฝนจริงๆดีกว่า
บ๊ายบาย กวางน้อย
จริงๆทริปนี้ถือว่าฟ้าฝนเป็นใจพอสมควรนะครับ ตอนขากลับที่ผมตัดสินใจนั่งรถเมล์กลับไปสถานี JR นารา พอขึ้นรถไฟได้ฝนถึงเริ่มลงเม็ด แล้วพอกลับมาถึงโอซาก้าก็เจอฟ้าหลังฝนพอดี ดูข่าวตอนกลางคืนเห็นว่าช่วงที่ผมไปอยู่นารานั่น ที่โอซาก้าฝนตกถล่มทลายเลย
แล้วก็จบวันแรกด้วยโอเด้งร้อนๆที่ร้านใกล้ๆที่พัก XD~ อย่างละ 100 เยน 4 แถม 1 ในนี้มีไข่ ไชเท้า ชิกุวะ เต้าหู้ แล้วก็ไส้กรอกครับผม
Next : Japan Trip 2008 - Day 2/1 : Hiroshima - Miyajima - Itsukushima Jinja









































